ThaiEnglish (UK)

  • 1. ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย15 ปี
  • 2. ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วย ประโยชน์ที่เกิดจากการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
  • 3. กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ จะต้องได้รับความยินยอมจาก
    • 3.1 บิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา
    • 3.2 บิดาหรือมารดา กรณีที่มารดาหรือบิดาตาย หรือถูกถอนอำนาจการปกครอง
    • 3.3 กรณีไม่มีผู้ให้ความยินยอม ผู้แทนโดยชอบธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแทนได้
    • 3.4 กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานพยาบาลหรือสถาบัน ซึ่งทางราชการหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับรองในการจัดตั่งขึ้น หรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดมาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 1 ปีต้องได้รับความยินยอมของผู้รับผิดชอบในกิจการสถานพยาบาล หรือของบุคคลดังกล่าว
  • 4. ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อนแต่หากมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้ ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำอนุญาตแทนคือ
  • 4.1คู่สมรสไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้
  • 4.2คู่สมรสไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครได้รับข่าวคราวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
  • 5. ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น

ขั้นตอนในการติดต่อขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม แบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่ 1. ผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะตามกฎหมายแล้ว
ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรม ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ กิ่งอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขตแห่งใดก็ได้ และสำหรับผู้รับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรมที่มีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม

กรณีที่ 2. ผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์
ผู้ที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร(รวมทั้งชาวต่างประเทศ) ให้ยื่นคำขอ ณ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (กรมประชา สงเคราะห์) และสำหรับผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่นยื่นคำขอต่อนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือที่ทำการประชาสงเคราะห์จังหวัด พร้อมหนังสือยินยอมจากบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอม
สำหรับชาวต่างประเทศที่มีภูมิลำเนาถาวรอยู่ในต่างประเทศ ให้ยื่นคำขอผ่านหน่วยงานประชาสงเคราะห์ หรือองค์การสังคมสงเคราะห์ที่รัฐบาลของประเทศนั้นมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องบุตรบุญธรรม

  1.  เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้วให้ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุธรรม ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนดังกล่าว
  2. ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม
  3. เด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องลงนามในช่องผู้ร้องขอจดทะเบียนด้วย
  4. ผู้เป็นบุตรบุญธรรม มีสิทธิ์ใช้ชื่อสกุล และมีสิทธิ์รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม แต่ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิ์รับมรดกของบุตรบุญธรรม
  5. ผู้รับบุตรบุญธรรม มีอำนาจปกครองให้ความอุปการะเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมและถือว่าบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานของผู้รับบุตรบุญธรรมเสมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฏหมาย นับแต่วันจดทะเบียน
  6. บิดามารดาโดยกำเนิด หมดอำนาจปกครองนับแต่วันจดทะเบียนแต่ไม่ขาดจากการเป็นบิดามารดาและบุตรบุญธรรมไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่กำเนิดมา

การเตรียมหลักฐานการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ( ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย )

  • 1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการผู้ขอรับเด็ก คู่สมรส บิดามารดาเด็ก และเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไป
  • 2.ทะเบียนบ้านของผู้ขอรับเด็ก คู่สมรส บิดามารดาเด็ก และเด็กที่เป็นบุตรบุญธรรม
  • 3.ทะเบียนสมรสหรือทะเบียนหย่า ( บันทึกข้อตกลงการหย่า ) ของผู้ขอรับเด็ก หรือบิดามารดาเด็ก
  • 4.สูติบัตรเด็ก
  • 5.ใบรับรองแพทย์ผู้ขอรับเด็ก และคู่สมรส จำนวน 2 ฉบับ ( ฉบับที่รับรองว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ และผลการทดสอบสภาพจิตตามกระบวนการทดสอบทางจิตวิทยา )
  • 6. หนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล หรือใบมรณบัตรของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • 7.รูปถ่ายขนาด 4.5*6 ซ.ม. 1*1.5 นิ้ว คนละ 2 รูป ( ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน ) ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นผู้รับรอง
  • 8.ผลการตรวจสอบประวัติอาชญากร ( ศูนย์ฯบุตรบุญธรรมจะมีหนังสือประสานสถานีตำรวจเพื่อให้พิมพ์ลายนิ้วมือ )
  • 9.พยานเพื่อสอบสถานภาพการสมรสของมารดาเด็ก จำนวน 2 คน พร้อมบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
  • 10.ทะเบียนรับรองบุตร
  • 11.คำสั่งศาล และหนังสือรับรองคำสั่งศาล
  • 12.หนังสือยินยอมของบุตรผู้ขอรับเด็ก พร้อมหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน
  • 13.สำเนาหลักทรัพย์ หรือภาพถ่ายสภาพบ้าน พร้อมแผนการเลี้ยงดูเด็ก พร้อมผู้รับรองคุณสมบัติของผู้ขอรับเด็กอย่างน้อย 1 คน พร้อมหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการ ( กรณีรับเด็กกำพร้า )
  • 14.หนังสือเดินทาง / หนังสือรับรองการทำงาน ( ฉบับภาษาอังกฤษและแปลเป็นภาษาไทยที่ผ่านการรับรองการแปลของผู้ขอรับเด็กและคู่สมรส
  • 15.แผนที่บ้านของผู้ขอรับเด็ก

สถานที่ติดต่อ กรุงเทพมหานคร ติดต่อที่ทำการเขตในแตละเขต
ต่างจังหวัด ติดต่อต่อนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานประชาสงเคราหะในแต่ละจังหวัด

ทีมนักกฎหมาย

บทความกฎหมาย

 

นับจำนวนผู้เข้าชม

07822691
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
181
162
746
7818977
2108
40480
7822691

Your IP: 18.212.120.195
Server Time: 2021-12-08 20:18:43

 

มรรยาททนายความต่อตัวความที่พึงปฎิบัติ ตามข้อบังคับมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ได้แก่

- กระทำการใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้
- ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่าง หรือแก้ต่าง
- หลอกลวงให้เขาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้สึกแก่ใจว่าจะแพ้
- อวดอ้างว่าตนมีความรู้ยิ่งกว่าทนายความคนอื่น
- อวดอ้างว่าเกี่ยวเป็นสมัครพรรคพวกรู้จักคุ้นเคยกับผู้ใดอันกระทำให้เขาหลงว่าตนสามารถจะทำให้เขาได้รับผลเป็นพิเศษนอกจากทางว่าความ หรือหลอกลวงว่าจะชักนำจูงใจให้ผู้นั้นช่วยเหลือคดีในทางใด ๆ ได้ หรือแอบอ้างขู่ว่าถ้าไม่ให้ตนว่าคดีนั้นจะหาหนทางให้ผู้นั้นกระทำให้คดีของเขาเป็นแพ้
- เปิดเผยความลับของลูกความที่ได้รู้ในหน้าที่ของทนายความ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากลูกความนั้นแล้ว หรือโดยอำนาจศาล
- กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ
- จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี
- จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ
- ได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน
- ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้
- กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยว เงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร